วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

ดอกดาหลา

ดอกไม้ไทย
ดอกดาหลาเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เราชอบถ่ายรูปมากๆ เพราะสีสดและดอกใหญ่ กลีบที่ซ้อนกันหลายๆ ชั้นทำให้รูปมีมิติ สีแดงสดของดอกตัดกับสีเขียวสดของใบทำให้ได้รูปที่สดใสดีจริงๆ
๑๓.ดอกดาหลา
ดอกดาหลาชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAEชื่อวิทยาศาสตร์ :Etlingera elatior(Jack) R.M.Sm.ชื่อพ้อง : Nicolaia elatior (Jack) R.M.Sm.ชื่อสามัญ : Torch gingerชื่อพื้นเมืองอื่น : กาหลา, ดาหลา (กรุงเทพฯ) ; กะลา (นครศรีธรรมราช)
ดาหลา ดอกไม้ขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตา สีสดใส มีกลีบซ้อนกันหลายชั้น ดาหลาที่บ้านเราเป็นสีแดงสดปลูกอยู่ริมรั้วบริเวณที่มีแสงรำไร จะออกดอกตลอดปี และจะให้ดอกมากในฤดูร้อน เรามักจะปล่อยให้บานอยู่บนต้น ไม่ได้ตัดดอกมาใส่แจกัน พอดอกเหี่ยวถึงค่อยตัดทิ้งดาหลาเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่นเหมือนพืชจำพวกกล้วย ใบเป็นรูปหอกยาวเรียว ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อ แทงก้านดอกจากเหง้าใต้ดิน กลีบประดับซ้อนกันหลายชั้น มีสีชมพูถึงแดงเข้ม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 5 เมตร มีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าหัว ลำต้นเหนือพื้นดินเป็นกาบหุ้มรอบกันแน่น ทรงกระบอก แข็งใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม ใบกว้าง 20 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม. สีเขียวเข้มและมันดอก ออกเป็นช่อเดี่ยวที่ปลายก้านซึ่งแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกเป็นปล้องยาวประมาณ 1.5เมตร ดอกสีแดงอมชมพู หรือสีขาว กลีบดอกหนาเรียบเป็นมัน ซ้อนกันหลายชั้น โคนกลีบดอกเรียบเป็นมันสีแดง ปลายกลีบสีขาว กลีบนอกใหญ่ กลีบในเล็ก และลดขนาดลงเรื่อย ๆ จนถึงวงชั้นในปลายกลีบแบะออกมีจะงอยแหลม ออกดอกตลอดปี มีมากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 ซม. มีขนนุ่มนิเวศวิทยามีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนทั่วไป ชอบดินชุ่มชื้น ขึ้นตามป่าดิบชื้นทั่วไป นิยมปลูกกันตามบ้านเรือนเป็นไม้ประดับการปลูกและขยายพันธุ์การปลูกเพื่อการค้า นิยมปลูกเป็นแปลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มที่ ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้าหัวใต้ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน
รสและสรรพคุณในตำรายาหน่ออ่อนและดอกตูม รสเผ็ดเล็กน้อย นำมาต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือแกงกะทิ แกงคั่ว ยำ หั่นฝอยผสมในข้าวยำซึ่งเป็นอาหารภาคใต้ นำกลีบดอกมาต้มแล้วชงเป็นเครื่องดื่ม ส่วนกากที่เหลือนำไปเคี่ยวกับน้ำตาลทำเป็นดอกดาหลากวน
ภาพดอกดาหลา
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สรรพคุณของดอกดาหลา

ดอกกันเกรา

ดอกไม้ไทย
วันนี้มีดอกไม้ที่ไม่ต้องแนะนำให้รู้จักเพราะใครๆก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว นั่นคือดอกกัรเกรา" พรรณไม้หอมที่ได้รับความนิยมปลูกกันมาก ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบเอาเสียเลยก็ตามที
๑๒.ดอกันเกรา(มันปลา)
กันเกรา หรือ มันปลา (ชื่อวิทยาศาสตร์Fagraea fragrans) เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ขึ้นโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกเป็น ช่อสีเหลือง มีกลิ่นหอมขจรขจาย ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา มะซูไม้ต้น
กันเกรามีชื่อเรียกต่างกันไปคือ ภาคกลางเรียก กันเกรา ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก มันปลาส่วนภาคใต้เรียก ตำแสง หรือตำเสา ซึ่งถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง อันมีชื่อเป็นมงคลและมีคุณสมบัติที่ดีในการใช้ประโยชน์ คือชื่อกันเกราหมายถึง กันสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายไม่ให้มาทำอันตรายใด ๆ ชื่อตำเสาคือ เป็นมงคลแก่เสาบ้านไม่ให้ มอด แมลงต่าง ๆ เจาะกิน ชื่อมันปลา น่าจะเป็นลักษณะของดอกที่เหมือนกับไขมันของปลาเมื่อลอยน้ำไขมันของปลาในถ้วยน้ำแกง โดยเฉพาะช่วงข้าวใหม่ปลามันที่ปลาจะมีความมันและเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด
ต้นกันเกรามีลักษณะต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 - 25 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม แผ่นใบรูปมนขนาดกว้าง 2.5 - 3.5 เซนติเมตร ยาว 8 - 11 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือยาวเรียว ฐานใบแหลม โคนมน ใบเขียวมันวาว มีทรงพุ่งเป็นทรงฉัตรแหลมสวยงาม ดอก เริ่มบานสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลิ่นหอม ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 มม. สีส้มแล้วเปลี่ยนไปเป็นสีแดงเลือดนกเมื่อแก่เต็มที่ มีเมล็ดขนาดเล็กเป็น จำนวนมากนิเวศวิทยา ขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้น และตามที่ต่ำ ที่ชื้นแฉะใกล้น้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยออกดอก เมษายน - มิถุนายน เป็นผล มิถุนายน - กรกฎาคมขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
ประโยชน์ได้แก่ เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับลักษณะลำต้นที่สวยงามทั้งลวดลายของเปลือกและเนื้อไม้ เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้ต่าง ๆ มีน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกกันเกรามีความสวยงามและกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร ทั้งยังเป็นไม้มงคล 1 ใน 9 ชนิด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก และพะยูง ที่คนนิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมเมื่อเวลาก่อสร้างบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล นอกจากนั่นคนอีสานยังนำมาบูชาพระโดยเฉพาะเมื่อเวลางานบุญบวชนาคช่วงเดือนพฤษภาคมหรือเดือน 6 ของทุกปี ก่อนที่จะถึงวันบวชนาคผู้ที่จะบวชนาคต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจอย่างดี เรียกว่า การเข้านาค ผู้ที่จะบวชนาคซึ่งต้องมาเข้านาคนั้นจะต้องแต่งกายชุดสุภาพ มีผ้าแพรหรือผ้าขาวม้าพับอย่างงามพาดบ่า รวมทั้งละเว้นอบายมุขต่างๆ พิธีกรรมหนึ่งของการเข้านาคจะมีการแห่ดอกไม้ก็คือดอกมันปลาหรือดอกกันเกรา จุดเริ่มต้นของขบวนอยู่ที่วัดจากนั้นก็เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนน บ้านเรือนท้องไร่ ท้องนา เพื่อไปเก็บดอกมันปลามาบูชาพระ พร้อมที่จะเข้าพิธีอุปสมบท ในระหว่างการแห่ก็จะมีการตีกลองร้องเพลงไปโดยตลอด เวลาเริ่มแห่ก็ช่วงบ่ายๆพอขบวนจะกลับถึงวัดก็ใกล้ค่ำ พิธีกรรมต่อไปคือนำช่อของดอกมันปลาที่เก็บมาในขบวนแห่จุ่มน้ำแล้วสะบัดให้น้ำจากดอกมันปลาไปสรงพระพุทธรูปบูชาขอพรเป็นอันเสร็จพิธี ผู้ที่ร่วมพิธีกรรมตั้งแต่การแห่จนแล้วเสร็จพิธีจะมีพระ 1 รูป สามเณร คนที่จะอุปสมบท หญิงสาวที่อาจจะเป็นที่รักหรือเพื่อนๆของผู้ที่จะอุปสมบท รวมทั้งเด็กๆด้วย พิธีกรรมนี้จะทำจนกว่าจะถึงวันอุปสมบท เมื่อถึงวันอุปสมบทก็มีพิธีกรรมตามประเพณีซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้
สรรพคุณกันเกรา มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิปารัมในหลอดทดลองได้ ช่วยแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้อาการหืดไอ ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกช่วยแก้อาการท้องมานลงท้องช่วยขับลมในกระเพาะช่วยแก้มูกเลือดช่วยรักษาริดสีดวง สรรพคุณต้นกันเกรา แก่นช่วยบำรุงม้าม ช่วยแก้อาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังและร่างกายได้รักษาผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน แก่นและใบเมื่อนำมาผสมกันจะใช้แก้โรคเส้นติดขัดได้ ใบและผลมีสารคาลอยด์ที่ชื่อว่า Gentianine ซึ่งมีฤทธิ์ในการแก้ปวด แต่ไม่มีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรีย 

ภาพดอกกันเกรา

กันเกรา

วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

ดอกราชาวดี

ดอกไม้ไทย
วันนี้มีดอกไม้ที่ไม่ต้องแนะนำให้รู้จักเพราะใครๆก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว นั่นคือต้น "ราชาวดี" พรรณไม้หอมที่ได้รับความนิยมปลูกกันมากมายจนเกือบกลายเป็นไม้สามัญประจำบ้านไปแล้ว ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบราชาวดีเอาเสียเลยก็ตามที
๑๑.ดอกราชาวดี
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Buddleja paniculata Wall.ชื่อวงศ์ : Loganiaceae ชื่อสามัญ : Butterfly Bush, Byttneria, Summer lilacชื่อพื้นเมือง : ราชาวดี, ไค้หางหมา, หางกระรอกเขมรถิ่นกำเนิด : เขตร้อนของทวีปเอเชีย

ราชาวดี : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา 
ราชาวดีเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป ไม่พันรอบเหมือนเล็บมือนางแต่คล้ายมะลิลาหรือพุทธชาติราชาวดีมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBuddleja paniculata Wall. อยู่ในวงศ์ Buddlejaceaeป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามากลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อยเปลือกหุ้มลำต้นมี สีน้ำตาลอมเทาใบดก เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกิ่ง สีเขียว กว้าง 3 ถึง 5 เซนติเมตร ยาว 4 ถึง 7 เซนติเมตร หน้าใบสากคายคล้ายกระดาษทรายละเอียดท้องใบเรียบกว่าขอบใบจักเป็นซี่เล็กๆโดยตลอดใบทรงไข่ปลายค่อนข้างแหลมดอกราชาวดีออกบริเวณปลายกิ่งเป็นช่อใหญ่แยกออกจากซอกใบทั้ง 2 ด้านของกิ่ง แต่ละช่อจะประกอบด้วยกิ่งย่อยมีดอกสีขาวขนาดเล็กรูปร่างเป็นหลอดปลายกลีบบานคล้ายปากแตร ยาวประมาณครึ่งเซนติเมตรเรียงตัวอยู่รอบๆกิ่งย่อย ดอกจะทยอยบานในเวลาไล่เลี่ยกันและบานจากโคนกิ่งไล่ขึ้นไปเรื่อยๆในขณะที่ปลายกิ่งจะมีดอกอ่อนเกิดขึ้นใหม่ยาวออกไปเรื่อยๆตามปลายแหลมของกิ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆช่วงกลางวัน และหอมแรงตอนกลางคืน ข้อมูลเกี่ยวกับราชาวดีผู้เขียนมีน้อยมากเช่น ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมและระยะเวลาที่เข้ามาปลูกในเมืองไทยเป็นครั้งแรกก็ยังไม่มีหากผู้อ่านท่านใดทราบกรุณาแจ้งมาที่กองบรรณาธิการหมอชาวบ้านก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆและตัวผู้เขียนเองเท่าที่ทราบในขณะนี้คือราชาวดีเป็นต้นไม้มาจากต่างประเทศคงเข้ามาในเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเอกสารที่มีในปีพ.ศ.2480ยังไม่ปรากฏชื่อราชาวดีเลยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อไม้ดอกต้นนี้ว่าราชาวดี นับว่าตั้งชื่อได้เหมาะสมมาก เพราะนอกจากไพเราะ แล้ว ยังมีความหมายดีมากอีกด้วยราชาวดีตามศัพท์แปลว่าของที่มีขึ้นสำหรับพระราชาเดิมเป็นชื่อเรียกการลงยาเครื่องทองให้เป็นสีฟ้าว่าลงยาราชาวดีเป็นการลงยาเครื่องใช้ของพระราชาเท่านั้น ใช้ลงเฉพาะเครื่องใช้ที่เป็นเงินหรือทองถือเป็นของสูงไม่ใช่ของคนสามัญทั่วไปสำหรับต้นราชาวดีนั้นแม้จะมีค่าเทียบได้กับเครื่องทองลงยาสีฟ้าสำหรับพระราชาแต่คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราก็มีสิทธิ์ชื่นชมกับคุณลักษณะพิเศษของไม้หอมชนิดนี้ได้ทั่วกัน 

ประโยชน์ของราชาวดี 
เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้ไม่นานจึงยังไม่พบคุณสมบัติทางสมุนไพรอย่างเป็นทางการของราชาวดีแต่เชื่อแน่นอนว่าหากเชื่อตามหมอชีวกโกมารภัทว่าไม่มีพืชนิดใดที่ไม่เป็นยา ราชาวดีคงมีคุณสมบัติทางสมุนไพรด้วยแน่นอน โดยเฉพาะกลิ่นหอมแรงนั้น ย่อมมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งอาจใช้ในการรักษาแบบกลิ่นบำบัด(aroma therapy) อันเป็นการแพทย์แบบทางเลือกที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ราชาวดีในฐานะไม้หอม อาจปลูกลงดินในบริเวณบ้าน หรือข้างทางเดิน ก็จะให้กลิ่นหอมตลอดวันได้ตลอดทั้งปีหรือหากขาดแคลนที่ดินเหมือนผู้เขียน ก็อาจปลูกในกระถางได้โดยง่าย เพราะราชาวดีเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายและแข็งแรงทนทานมากที่สุด ออกดอกได้ง่ายและตลอดเวลา ยิ่งกว่าต้นไม้ดอกชนิดอื่นหากกิ่งเริ่มแก่หรือทรงพุ่มใหญ่โตเกินไปก็ตัดแต่งได้ตามสมควรราชาวดีจะแตกกิ่งก้าน สาขาและให้ดอกได้ต่อเนื่องโดยไม่เสียเวลาพักตัวเลย โรคและแมลงก็ไม่เป็นปัญหาผู้เขียนปลูกราชาวดีมาหลายปี ไม่เคยพบปัญหาจากโรคแมลงเลย และไม่เคยพบว่าราชาวดีขาดดอกเลย (ยกเว้นช่วงตัดแต่งกิ่ง)ราชาวดีนั้นธรรมชาติคงมิได้สร้างขึ้นมาสำหรับพระราชาเท่านั้นแต่คงสร้างมาเป็นของขวัญสำหรับโลก ทั้งโลก ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ขอเราจงมาชื่นชมกับของขวัญจากธรรมชาติชิ้นนี้ ให้สมคุณค่าที่มีอยู่นั้นเถิด 
ในหนังสือคู่มือคนรักต้นไม้ ไม้ดอกหอมสีขาว สำนักพิมพ์บ้านและสวน กล่าวถึง ถิ่นกำเนิดของราชาวดีว่า มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและมาเลเซีย

ภาพของราชาวดี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ที่มาดอกราชาวดี

วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดอกรัก

ดอกไม้ไทย

๑๐.ดอกรัก
ดอกรักชื่อสามัญ:Crown Flower, Giant Indian Milkweed, Gigantic ชื่อวิทยาศาสตร์:Calotropis gigantea(Linn.) R.Br.ex Ait.ชื่อวงศ์ACSLEPIADACEAE

ลักษณะ
  • ต้นรัก จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กหรือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้ แตกกิ่งก้านมากที่โคนต้น และจะแตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออกทางด้นข้างพอ ๆ กับส่วนสูงของลำต้น เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทาคล้ายขี้เถ้า แตกเป็นร่องตามยาว กิ่งจะไม่มีเนื้อไม้ ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนละเอียดสีขาวปกคลุมอยู่หนาแน่น และทุกส่วนของต้นมียางสีขาวข้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำ ต้นรักเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี โดยเฉพาะในสภาพดินที่ไม่สมบูรณ์และมีความแห้งแล้ง เราจึงมักพบต้นรักขึ้นได้เองตามธรรมชาติทั่วไป ตามที่รกร้าง บริเวณข้างถนน ริมถนน ริมทางรถไฟ ริมคลอง และตามหมู่บ้าน โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงพม่า ไทย จีน คาบสมุทรมลายู ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และนิวกินี
  • ใบรัก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-30 เซนติเมตร แผ่นใบหนาอวบน้ำ หลังใบและท้องใบมีขนสีขาวปกคลุม เมื่อกระทบแสงจะสะท้อนเป็นสีเหลืองนวล ใบไม่มีก้านใบ หรือมีก้านใบสั้น
  • ดอกรัก ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม โดยจะออกตามซอกใบใกล้ส่วนยอดหรือตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตรดอกเป็นสีขาว สีม่วง หรือสีม่วงแดง (สีขาวอมม่วงก็มี) มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกผิวเกลี้ยง แต่ละกลีบเป็นรูปรีถึงรูปใบหอก ปลายแหลมหรืออาจบิด กว้างประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน หลอดกลีบดอกสั้น และมีรยางค์ลักษณะเป็นรูปมงกุฎขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางดอก มี 5 แฉก อวบน้ำ เชื่อมติดกัน (นิยมนำมาแยกใช้ร้อยเป็นพวงมาลัย) สั้นกว่าเส้าเกสรเพศผู้ ปลายมน มีติ่งมนทางด้านข้าง ฐานเป็นเดือย และอับเรณูมีเยื่อบางหุ้ม ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบเป็นรูปไข่กลับ ปลายแหลม กว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร และมีขนนุ่มปกคลุม สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดปี แต่จะออกมากในช่วงฤดูร้อน (หมอยาพื้นบ้านของไทยจะเรียกต้นรักที่มีดอกสีม่วงว่า “ต้นธุดงค์”)
  • ผลรัก ออกผลเป็นฝักติดกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของฝักเป็นรูปรีโค้ง ปลายฝักแหลมงอ มีขนาดกว้างประมาณ 2.58-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ผิวเป็นคลื่น ผิวฝักมีนวลสีขาวเหนียวมือ ฝักอ่อนเปลือกสีขาว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแลแตกออก ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดแบนเป็นสีน้ำตาล ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร และมีขนสีขาวติดอยู่เป็นกระจุกที่ปลายของเมล็ด ยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร และสามารถปลิวไปตามลมได้ไกล

สรรพคุณ

สรรพคุณของต้นรักดอกมีรสเฝื่อน สรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร (ดอก)ต้นมีรสเฝื่อนขม มีสรรพคุณช่วยบำรุงทวารทั้งห้า (ต้น)ยางจากต้นเป็นยาแก้อาการปวดหู ปวดฟัน (ยางขาวจากต้น)รากใช้เป็นยาแก้ไข้ (ราก)แก้ไข้เหนือ ช่วยแก้อาการไอ อาการหวัด แก้หอบหืด (ดอก) ช่วยทำให้อาเจียน (ปลือกต้นราก เปลือกรากช่วยขับเหงื่อ เปลือกรากเปลือกรากมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะได้ (เปลือกราก)ช่วยในการย่อย (ดอกใช้เป็นยารักษาโรคบิด  เปลือกราก แก้บิดมูกเลือด ยางขาวจากต้นมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง (ยางขาวจากต้น) ใช้เป็นยาขับพยาธิ โดยใช้ยางขาวจากต้นนำมาทาตัวปลาช่อนแล้วย่างไฟให้เด็กกินเป็นยาเบื่อพยาธิไส้เดือน (ยางขาวจากต้น) ช่วยแก้ริดสีดวงในลำไส้ (ยางขาวจากต้น) ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ใบ) ยางขาวจากต้นมีฤทธิ์เป็นยาขับเลือด ทำให้แท้งได้ (ยาง) เปลือกต้นมีสรรพคุณช่วยขับน้ำเหลืองเสีย (เปลือกต้น) ยางไม้ใช้ใส่แผลสดเป็นยาฆ่าเชื้อ ช่วยแกคุดทะราด ช่วยแก้กลากเกลื้อน (ยางขาวจากต้น ดอกน้ำยางจากต้นใช้รักษาโรคเรื้อน (ยางขาวจากต้น) ผลหรือฝัก ใช้แก้รังแคบนหนังศีรษะ (ผล) ใบสดใช้เป็นยาพอกเพื่อบรรเทาอาการของโรคไขข้อ (ใบ)


ภาพดอกรัก

รัก


วีดีโอ
ที่มา 
https://medthai.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81/

ดอกลีลาวดี

ดอกไม้ไทย
ดอกลีลาวดีแต่เดิมมีชื่อว่าลั่นทมซึ่งเป็นชื่อที่ไม่มงคล จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีเพราะเชื่อว่าลีลาวดีแปลว่าความอ่อนช้อยและความสวยงาม
๙.ดอกลีลาวดี
ลีลาวดี หรือ ลั่นทม (Frangipani, Plumeria, Temple tree) เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria สมัยก่อนนิยมเรียกว่า “ลั่นทม” ทำให้บางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นชนิดนี้ในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคลที่พ้องกับคำว่า ‘ระทม’ ที่แปลว่า เศร้าโศก หรือ ทุกข์ใจ ปัจจุบันจึงเรียกชื่อใหม่ ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (“ดอกไม้ป่ามหาราชินี” นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2601 ปีที่ 50) มีชื่อเรียกในพื้นเมืองอื่นๆ เช่น จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาวคำว่า ลีลาวดี เป็นคำที่ได้มาจากลักษณะท่วงท่าที่สวยงาม และอ่อนช้อยของกิ่ง และลำต้น รวมถึงความสวยงามของดอกที่หลากสีสัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
 ลำต้นลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูง 6-12 เมตร เรือนยอดมีรูปไข่หรือรูปร่ม แตกกิ่งแผ่กว้าง ลำต้นมีลักษณะกลม เปลือกสีเขียวอมเทา เมื่ออายุมาก บริเวณแผลที่ก้านใบหลุดร่วงจะเกิดเป็นตุ่มนูนทั่วลำต้น ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว มีพิษต่อเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก ใบหู เป็นต้น ใบใบลั่นทมเป็นใบเดี่ยว ใบมีรูปไข่กลับหัว รูปหอกแกมรูปไข่กลับหัว ออกบริเวณกิ่ง และเรียงสลับเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง มีเส้นใบแบบขนนก เส้นใต้ใบนูนเด่นชัด ใบมีสีเขียวอ่อนจนถึงสีเขียวเข้มเป็นมัน บางพันธุ์ใบไม่เป็นมันเงาดอกดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 8-16 ดอก จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับโคนกลีบดอก เกสรเพศเมียมีสีเหลือง และประกอบด้วยรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก โคนกลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอด ภายในมีขนอ่อนปกคลุม กลีบดอกมักพบทั่วไป 5 กลีบ หรืออาจมีถึง 11 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปไข่หัวกลับเรียงซ้อนเป็นวงเหลื่อมกัน ปลายกลีบดอกมน และโค้งออก มีหลายสี เช่น สีขาว ชมพู เหลือง ส้ม แดง ม่วง หรือสีผสมในดอกเดียวกัน ส่งกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี แต่ดกมากในช่วงหน้าแล้ง หรือตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม– พฤษภาคม ผลผลเป็นฝักคู่ รูปรียาว ตรงกลางโป่งพองเล็กน้อย บริเวณขั้ว และปลายแหลม กว้าง 2-3 เซนติเมตร ผิวเปลือกมีสเขียว เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือสีแดง และเป็นสีน้ำตาลจนถึงดำเมื่อแก่จัด และจะแตกเป็นสองซีกเมื่อแก่จนฝักแห้ง ภายฝักมีเมล็ดประมาณ 25 – 100 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน มีปีกติดที่ด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด

ชนิดลั่นทม
ลีลาวดีทั่วโลกมีเพียง 8 ชนิด และมีเพียง 4 ชนิด ที่นิยมปลูก คือ
1. ลีลาวดีดอกขาวหรือ West Indian Jasmine (P. alba L.) ลำต้นสูงตั้งแต่ 2-6 เมตร แตกกิ่งแผ่กว้างประมาณ 4 เมตร ใบมีรูปใบหอก ยาว 30 เซนติเมตร ขอบใบเป็นคลื่น ดอกมีสีเหลือง กลางดอกสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร
2. ลีลาวดีขาวพวง (P. obtusa L. ) ต้นสูง 8 เมตร ใบมีรูปใบหอกกลับ ปลายใบมน มีสีเขียวเข้ม ยาว 18 เซนติเมตร ดอกมีสีขาว กลางดอกสีเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร
3. ลีลาวดีใบลูกศร (P. pudica L.) ลำต้นต้นสูง 2-3 เมตร ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลมคล้ายลูกศร ยาว 30 เซนติเมตร ดอกมีสีขาวนวล กลางดอกสีเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร เป็นลีลาวดีชนิดเดียวที่ไม่มีกลิ่นหอม
4. ลีลาวดีดอกแดง (P. rubra L.) ลำต้นสูง 4-7 เมตร ใบมีรูปไข่กลับหัว รูปทรงรีหรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ดอกมีสีชมพูเข้มถึงแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร
แต่ปัจจุบันมีการพัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกหลายสีในดอกเดียวหรือหรือสีแปลกใหม่เพิ่มขึ้น
สารสำคัญที่พบ
วิญญู จิตสัมพันธเวช ได้ศึกษาสกัดน้ำมันระเหยของดอกลีลาวดี พบสารอินทรีย์ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ แอลกอฮอล์, แอลดีไฮด์, เอสเทอร์ และ เทอร์พีน สารที่พบมาก ได้แก่ L-Linalool พบในดอกลีลาวดีพันธุ์ขาวพวงร้อยละ 64.3, ดอกสีขาวเหลืองร้อยละ 52.9 และดอกสีชมพูร้อยละ 37.6 นอกจากนั้นยังพบสาร Benzaldehyde ร้อยละ 22.1 ในดอกสีขาวเหลือง และสาร trans-β-Ocimene ร้อยละ 48.4 ในพันธุ์เหลืองอ่างทอง
สรรพคุณ
ลีลาวดีสามารถใช้เป็นยาสมุนไพรทั้งส่วนลำต้น, ยางจากต้น, เปลือกต้น, เนื้อไม้, ใบ, ดอก และราก ลำต้น ใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบ แผลในลำไส้ ทั้งคน และสัตว์ ใบ ใช้ใบตากแห้งหั่นชงน้ำร้อนดื่ม สำหรับรักษาโรคหืด หรือนำใบสดลนไฟใช้ประคบแผลหรือบริเวณฟกช้ำ ราก ใช้ฝนประคบหรือต้มน้ำดื่มรักษาโรคหนองใน ใช้เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฝื้อ อาการท้องเสีย เปลือกต้น นำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาถ่าย ช่วยขับระดู ลดไข้ แก้โรคโกโนเลีย หรือใช้ผสมกับน้ำมันมะพร้าว สำหรับเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ ดอก ใช้เป็นส่วนผสมทำธูปหอม ใช้ผสมกับพลูต้มหรือรับประทานสดสำหรับเป็นยาลดไข้ แก้ไข้มาเลเรีย รวมถึงสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยใช้สำหรับแก้วิงเวียนศรีษะ นวดแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื้อไม้ ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ใช้เป็นยาถ่าย และยาขับพยาธิ ยางจากต้น ผสมเป็นยาถ่าย ใช้ทารักษาแผล แก้ผดผื่น ใช้ผสมกับไม้จันทน์ และการบูร เป็นยาแก้คัน แก้ผดผื่น แก้ปวดฟัน ใช้ทารักษาแผล
ภาพดอกลีลาวดี


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A1

ดอกหางนกยูง

ดอกไม้ไทย
สำหรับดอกหางนกยูงจะมีสองชนิดมีดอกหางนกยูงไทย และ ดอกหางนกยูงอังกฤษ แต่เราจะมานำเสนอเกี่ยวกับดอกหางนกยูงไทย
๘.ดอกหางนกยูง
ดอกหางนกยูง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caesalpinia pulcherrima Sw . ชื่ออื่น : ขวางยอย (นครราชสีมา),ภูสีสร้อย (อีสาน), จำพอ, ซำพอ (แม่ฮ่องสอน), ซมพอ, ส้มพอ (ภาคเหนือ), หางนกยูงไทย วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลักษณะต้นหางนกยูงไทย จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้นประมาณ 1-2.5 เมตร บ้างว่าสูงประมาณ 3-4 เมตร ลำต้นแตกกิ่งกานสาขามาก เรือนยอดโปร่งเป็นทรงพุ่มกลม ลำต้นมีขนาดเล็ก กิ่งก้านสาขาที่ยังอ่อนอยู่จะเป็นสีเขียว ส่วนกิ่งที่แก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ตามกิ่งก้านมีหนาม (บางพันธุ์ก็ไม่มีหนาม) ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นได้ในดินทั่วไป จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ต้นหางนกยูงไทยมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ในบ้านเราพบได้มากตามบ้านทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท หรือตามสวนสาธารณะริมทางก็มีให้เห็นบ่อย ๆ


สรรพคูณดอกหางนกยูงสีเหลืองสามารถนำมาต้มกับน้ำ แล้วใช้อมเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันได้ (ดอกของต้นดอกเหลืองรากมีรสเฝื่อน นำมาต้มหรือฝนกินเป็นยาแก้วัณโรคในระยะที่สาม (การนำมาใช้เป็นยาโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ต้นที่มีดอกสีแดง) (รากของต้นดอกแดง)เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็รากใช้ปรุงเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี (รากของต้นดอกแดง รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้บวม (ราก)เมล็ดในฝักสามารถนำมารับประทานได้ โดยแกะเอาเปลือกกับเมล็ดซึ่งมีรสฝาดทิ้งไป โดยเนื้อในเมล็ดจะมีรสหวานมันเล็กน้อย (เมล็ด)[ดอกสามารถนำมาใช้บูชาพระได้ นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะดอกมีความสวยงาม ปลูกได้ในดินทุกชนิดและยังมีความทนทาน ปลูกง่ายและขึ้นง่าย และยังเหมาะที่จะปลูกเป็นรั้ว เพราะหางนกยูงไทยบางสายพันธุ์จะมีหนามและกิ่งก้านเยอะ สามารถปลูกเกาะกลุ่มเป็นแนวได้ดี ในด้านความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถปลูกเพื่อจำหน่ายต้นกล้าเพื่อเป็นไม้ประดับและจำหน่ายดอกเพื่อหารายได้เสริมให้ครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังใช้ใบนำมาวางตามห้องหรือใกล้ตัวเพื่อป้องกันแมลงหวี่ หรือใช้ใบแห้งนำมาจุดไฟให้มีควันเพื่อไล่แมลงหวี่ได้

ภาพดอกหางนกยูง

หางนกยูงไทย


ที่มา https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

ดอกยี่หุบ

ดอกไม้ไทย
 สำหรับดอกยี่หุบจัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกชนิดหนึ่งมีลำต้นไม่สูงใหญ่ ลำต้นไม่พลัดใบมีสีเขียวตลอดปี และที่สำคัญมีดอกขนาดใหญ่ สีขาว และดูสวยงาม สามารถปลูกได้ทั้งในแปลงจัดสวน และปลูกในกระถาง โดยเฉพาะต้นพันธุ์จากาการตอนกิ่ง และปักชำ
๗.ดอกยี่หุบ
วงศ์ : MAGNOLIACEAE (วงศ์จำปา)ชื่อสามัญ : Yee hoobชื่อวิทยาศาสตร์: Magnolia coco (Lour.) DC.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ :Gwillimia indica Rottler ex DC Liriodendron coco Lour.Liriopsis pumila Spach ex Baill. Talauma coco (Lour.)ชื่อท้องถิ่น : ยี่หุบ ยี่หุบหนู ยี่หุบน้อย
 ลักษณะดอกยี่หุบ ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือบางครั้งออกเป็นช่อสั้น ๆ ช่อละประมาณ 5-8 ดอก โดยจะออกตามซอกใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกเป็นสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อนนวล ก้านดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร กลีบดอกมีขนาดใหญ่ ลักษณะงองุ้มและแข็งหนา ดอกตูมโค้งลงเล็กน้อย ส่วนดอกบานจะมีลักษณะคล้ายโดม มีกลีบดอกประมาณ 6-12 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ เรียงซ้อนเป็นชั้นประมาณ 2-4 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ แต่ละกลีบยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลีบดอกหนาและอวบน้ำ มักหลุดร่วงได้ง่าย และมีกาบหุ้มหรือกลีบรองดอกสีขาวนวลหรือสีเขียวนวล 3 กลีบ หนาและแข็ง เวลาบานเต็มที่จะคล้ายกลีบดอกชั้นนอก รูปทรงของดอกเป็นรูปทรงกลมเหมือนผอบ ดอกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร และเมื่อดอกบานจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียจำนวนมาก
สรรพคุณ
 ดอกใช้ดม ช่วยให้ผ่อนคลาย น้ำมันหอมระเหย แก้อาการปวดเมื่อย และเคล็ดขัดยอกร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบประสาท และการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการฟกช้ำ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดอกยี่หุบ

ที่มา https://medthai.com/%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B8%9A/

จันทร์เทศ

ดอกไม้ไทย น้ำมันลูกจันทน์และน้ำมันดอกจันทน์มีฤทธิ์ในการฆ่าลูกน้ำและตัวอ่อนของแมลงได้ ๕๐. จันทร์เทศ จันทน์เทศ ชื่อสามัญ  Nutmeg ชื่อว...